กฤษณา สรรพคุณ ประโยชน์ของไม้หอมกฤษณา

กฤษณา มีสรรพคุณ เป็นยาบำรุงหัวใจ รักษาโรคปวดข้อ แก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้ลมวิงเวียน ช่วยรักษาโรคเรื้อนและโรคผิวหนังได้

ไม้กฤษณาเป็นที่ต้องการของมนุษย์หลายชาติหลายภาษาก็เพราะเป็นพืชที่มีประโยชน์มากทางด้านสมุนไพร มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในตำราจีน กฤษณาใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน อาการปวดแน่นหน้าอก แก้หอบหืด แก้โรคปวดบวมตามข้อและขับลมในกระเพาะอาหาร
ไม้กฤษณา (Aquilaria spp.) หรือ Agarwood เป็นไม้ที่มีกลิ่นหอมที่นิยมใช้ในงานประเพณีของชาวมุสลิม น้ำมันใช้เป็นน้ำหอม กลิ่นกฤษณาจะติดผิวนาน นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติสามารถป้องกันแมลง เห็บ และเหาได้ ในทางอุตสาหกรรมใช้เข้าเครื่องยา และที่สำคัญคืออุตสาหกรรมน้ำหอมใช้เป็นตัวปรุงแต่งกลิ่นน้ำหอมที่ดีมีราคาแพง กฤษณาเป็นของป่าที่ได้จากต้นกฤษณา เป็นพวกน้ำมันระเหยหรือชัน หรือยาง (Terpenoid) เช่น เดียวกับน้ำมันยูคาลิปตัส หรือน้ำมันสน ยางหรือชันที่พบในต้นกฤษณาให้กลิ่นแรงที่แตกต่างไปจากน้ำมันระเหยตัวอื่นๆ คือ มีกลิ่นหอมหวาน ทำให้กฤษณาเป็นน้ำมันหอมระเหยหรือยางหรือชันที่มีราคาแพงมาก อาจจะกล่าวได้ว่ามีราคาแพงที่สุดในโลกก็ได้ หรือที่บางคนเรียกว่า ไม้ของพระเจ้า (Wood of God)

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aquilaria crassna Pierre ex H. Lec.
ชื่อวงศ์ : THYMELAEACEAE
ชื่ออื่นๆ : ไม้หอม (ภาคตะวันออก) , กายูกาฮู กายูการู (ปัตตานี-ภาคใต้)กฤษณา(ภาคตะวันออก) กายูการู กายูกาฮู (มาเลเซีย ปัตตานี) ไม้หอม (ภาคตะวันออก ภาคใต้) จีน ติ่มเฮียง(ไม้หอมที่จมน้ำ)

ไม้ในสกุล Aquilaria มีปรากฏอยู่ทั่วโลกประมาณ 15 ชนิด กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ของเอเชียเขตร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย นอกจากนี้ยังกระจายอยู่ในประเทศเอเชียเขตร้อนอื่นๆ เช่น อินเดีย ปากีสถาน เนปาล บังกลาเทศ รวมทั้งยังกระจายไปถึงประเทศจีน สำหรับในประเทศไทย จะพบขึ้นอยู่ในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้นของประเทศไทย โดยพบอยู่จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ Aquilaria subintegra พบเฉพาะภาพตะวันออก (ระยอง จันทบุรี ตราด โดยเฉพาะที่เขาสอยดาว) A. malacensis พบเฉพาะทางภาคใต้ที่มีความชื้นมาก (เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง กระบี่ ตรัง พัทลุง ยะลา) มีชื่อไทยอีกชื่อว่า ไม้หอม และชนิด A. crassna พบทั้งในภาคกลาง (กำแพงเพชร นครนายก เพชรบูรณ์) โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (นครราชสีมา บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ) และภาคเหนือ (เชียงราย แพร่ น่าน) ซึ่งในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าจำนวนไม้กฤษณาที่พบในป่าธรรมชาติอยู่ในขั้นวิกฤต เนื่องจากมีผู้ลักลอบตัดโค่นต้นกฤษณาเพื่อนำเอาแก่นซึ่งมีราคาแพงมากส่งขายให้กับพ่อค้า ตลอดจนนำเอาชิ้นส่วนเนื้อไม้ที่มีสารกฤษณามาต้มกลั่นเพื่อผลิตน้ำมันหอมระเหยกฤษณา ซึ่งการกระทำดังกล่าวผิดต่อข้อกฎหมายที่ถือว่าไม้กฤษณาเป็นของป่าหวงห้ามประเภท ข

ลักษณะทั่วไปของไม้กฤษณา
กฤษณาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ไม่ผลัดใบ มีความสูง 18-21 เมตรขึ้นไป เส้นรอบวงประมาณ 1.5-1.8 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทรงเจดีย์หรือรูปกรวย ลำต้นตรง เปลือกนอกลำต้นสีเทาอมขาว เปลือกหนาประมาณ 5-10 มิลลิเมตร มีรูระบายอากาศสีน้ำตาลอ่อนทั่วไป เปลือกนอกจะปริเป็นร่องเล็กๆ เมื่อมีอายุมากๆ ส่วนเปลือกชั้นในมีสีขาวอมเหลือง

  • ลักษณะใบของกฤษณาเป็นแบบใบเดี่ยว เรียงตัวแบบสลับ ใบเป็นรูปไข่ หรือรูปร่างยาว ขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม ฐานใบแหลม ใบกว้าง 2.5-3.5 เซนติเมตร ยาว 7-9 เซนติเมตร ใบแก่เกลี้ยงเป็นมัน ใบอ่อนมีขนสั้นแววคล้ายไหม ตามชอบใบ เส้นใบ ก้านใบ ตาอ่อนและกิ่งอ่อน ปกคลุมไปด้วยขนลักษณะเดียวกัน ก้านใบยาว 3-5 มิลิเมตร เส้นใบที่ออกมาจากเส้นกลางใบมี 2 ขนาด ขนาดใหญ่ทำมุม 45-60 องศากับเส้นกลางใบ เส้นใบมีขนาดเล็กฝอย เกิดขนานเกือบตั้งฉากกับเส้นกลางใบ และตัดทำมุมกับเส้นใบขนาดใหญ่ ใบอ่อนมีสีเขียวอ่อน ใบแก่มีสีเขียวเข้ม ก่อนร่วงเป็นสีเหลือง
  • สำหรับดอกของไม้กฤษณาเป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน ออกเป็นช่อเล็กๆ ตามง่ามใบตอนปลายของกิ่ง ช่อละ 4-6 ดอก ก้านดอกยาว 3-5 มิลลิเมตร มีขนนุ่มสั้นตามส่วนต่างๆ ของดอก ดอกมีสีเขียวอมเหลือง หลอดกลีบรองกลีบดอกมีขนประปรายทั้งสองด้าน เมื่อดอกบานวงกลีบเลี้ยงจะเจริญมากขึ้น กลีบดอกมีขนยาวหนาแน่นยาว 1-1.5 มิลลิเมตร เกสรตัวผู้มีเกสรยาว 1-1.5 มิลลิเมตร อับเกสรยาว 1 มิลลิเมตร รังไข่มีขนประปรายยาว 2-3 มิลลิเมตร ก้านอับเรณูเกสรตัวเมียเป็นตุ่มยาว 1 มิลลิเมตร ออกดอกระหว่างเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ ติดผลระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน และกลายเป็นผลแก่ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน
  • ส่วนผลของกฤษณาเป็นรูปโล่หรือรูปตลับ เปลือกแข็ง มีขนนุ่มสีน้ำตาลอมเหลืองตามผิวผลหนาแน่น ปลายผลเป็นติ่งเล็กน้อย ฐานผลติดอยู่บนกลีบรวม ซึ่งมีแฉกของส่วนบนยาวกว่ากลีบส่วนล่างที่ติดกันคล้ายรูประฆัง และแฉกของกลีบรองกลีบดอกหุ้มแนบ ผลแก่แตกอ้าตามรอยประสาน เมล็ดเป็นมันฝังอยู่ในเปลือกผล จำนวน 2 เมล็ด มีลักษณะรูปไข่ขนาด 5-8 มิลลิเมตร มีส่วนฐานที่สดและนุ่ม บางครั้งขยายออกไปเป็นส่วนหาง เมล็ดมีส่วนของเส้นขนาดเล็กยาวเชื่อมต่อกับผล เมล็ดมีสีแดง สีส้มหรือสีดำ ปกคลุมด้วยขนสั้นและนิ่ม เมื่อผลแก่จะแตกอ้าออกเป็น 2 ซีก เมล็ดกฤษณามีชีวิตอยู่ในช่วงสั้นๆ เพียง 1-2 สัปดาห์ ทำให้มีการงอกดีเมื่อนำไปเพาะ แต่หลังจาก 4 สัปดาห์แล้ว อัตราการงอกของเมล็ดลดลงจนไม่มีการงอก
  • เนื้อไม้กฤษณาปกติเมื่อตัดใหม่ จะมีสีขาวนวล ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีเสี้ยนตรง เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าได้ง่าย ขัดชักเงาไม่ได้ดี ไม่ค่อยทนทาน อยู่ในน้ำจะทนทานพอประมาณ ส่วนเนื้อไม้หอมที่มีสารกฤษณาจะมีสีน้ำตาลเข้มจนสีดำ หนักกว่าไม้กฤษณาธรรมดาจึงจมน้ำ สารกฤษณาเป็นสารที่เป็นยางเหนียวหรือเรซิน (Resin) ทำให้มีกลิ่นหอม
  • ไม้กฤษณาหรือไม้หอมเป็นพืชในวงศ์ไทเมลลีซีอี (Thymelaeceae) สกุลเอควิลาเรีย (Aquilaria) คำว่า Aquilaria เป็นคำมาจากภาษาลาติน และภาษาอัคคาเดียน คือ คำว่า Aquila หรือ aquilae เป็นภาษาลาติน แปลว่า นกอินทรีย์ ส่วนคำว่า ekle ซึ่งเป็นภาษาอัคคาเดียน แปลว่า ดำ เข้ม และกลางวัน

สรรพคุณ

  • เนื้อไม้ ซึ่งเป็นสีดำ และมีกลิ่นหอม คุมธาตุ บำรุงโลหิตและหัวใจ ใช้ผสม ยาหอม แก้ลมวิงเวียนศีรษะ อาเจียน ท้องร่วง แก้ไข้ต่างๆบำบัดโรคปวดบวมตามข้อ
  • เนื้อไม้ ที่มีคุณภาพดีต้องมีกลิ่นหอม เนื้อไม้เป็นสีดำเข้ม จึงนำมาใช้ทำยาแก้อาเจียน ท้องร่วง วิงเวียนศีรษะ แก้กระหายน้ำ แก้ปวดตามข้อ แก่นไม้ ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต รักษาโรคลม หน้ามืด บำรุงตับและปอดให้แข็งแรง เมล็ด นำมาสกัดน้ำมัน แก้โรคมะเร็ง โรคเรื้อน คนในแถบมลายูใช้ไม้กฤษณาหอมเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางและใช้รักษาโรคผิวหนังหลายชนิด ชาวฮินดูใช้ผงไม้หอมกฤษณาโรยบนเสื้อผ้าหรือบนร่างกายเพื่อฆ่าหมัดและเหา ตำราจีน กฤษณาจัดเป็นยาชั้นดี บำรุงหัวใจ แก้หอบหืด เสริมสมรรถภาพทางเพศ แก้โรคปวดบวมตามข้อ รักษาโรคกระเพาะอักเสบ ขับลม ชาวยุโรปใช้ไม้กฤษณามาปรุงแต่งทำน้ำหอม ชาวอาหรับนิยมใช้น้ำมันหอมจากกฤษณาทาตัวเป็นเครื่องประทินผิว ป้องกันแมลงกัดต่อย ส่วนกากที่เหลือนำไปทำธูปหอมหรือยาหอม

เนื้อไม้กฤษณาที่ดีนั้น ต้องมีกลิ่นหอม และเป็นสีดำ วิธีที่จะใช้พิสูจน์ว่า คุณภาพของมัน ดีหรือไม่ดี นั้นกระทำได้โดยให้ตัดไม้เป็นท่อน ๆแล้วให้โยนลงในน้ำ แล้วสังเกตว่าท่อนใดจมน้ำได้ทันที และมีลักษณะเป็นสีดำ แสดงว่าเป็นชนิดดี ที่นิยมใช้ทำยา ซึ่งเรียกว่า Gharki ท่อนที่ลอยน้ำซึ่งเรียกว่า Samaleh ชนิดนี้เราจะพบกันทั่วไป และสำหรับท่อนที่ลอบปริ่มน้ำ เรียกว่า Samaleh-i-aala หรือ Neem Ghaeki จะเป็นสีน้ำเงินเข้มหรือน้ำตาลอ่อนจะไม่นิยมใช้ในทางยา นอกจากนี้ยังมีวิธีที่จะพิสูจน์อีกอย่างหนึ่งคือโดยการนำเอาเนื้อไม้ไปฝังดินไว้ เนื้อไม้ที่ดีก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสีเป็นสีดำ และกลิ่นหอมมันก็จะหอมด้วย”ไม้หอม (จันทบุรี-ตราด)

ประโยชน์ของไม้หอมกฤษณา
“สารกฤษณา” มีชื่อทางการค้าหลายชื่อ ได้แก่ agarwood (ยุโรป), aloeswood (สิงคโปร์), eaglewood (สหรัฐอเมริกา),gaharu (อินโดนีเชีย), oudh (อาหรับ), tram (เวียดนาม), jinko (ญี่ปุ่น), chen xiang (จีน) เป็นต้น

ปัจจุบันนอกจากชิ้นไม้กฤษณาและน้ำมันกฤษณาที่เป็นสินค้าหลักในตลาดแล้วยังได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกฤษณาให้มีความหลากหลายขึ้นเพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากกลุ่มขึ้น โดยผลิตภัณฑ์จากกฤษณาที่เป็นสินค้าวางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นตลาดในแถบเอเชีย เช่น ไทย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ จากการสำรวจของ สามารถจำแนกได้ดังนี้
ท่อนไม้กฤษณา (agarwood branch or trunk section) เป็นท่อนกฤษณาขนาดใหญ่ ซึ่ง เป็นส่วนของกิ่งหรือลำต้นที่มีการสะสมสารกฤษณาเป็นบริเวณพื้นที่กว้าง ลักษณะเนื้อไม้จะมีสีน้ำตาลเข้มถึงสีดำ ซึ่งจะเรียกว่าไม้เกรด 1 หรือ เกรดซุปเปอร์ (super agarwood) ราคาขายต่อกิโลกรัมจะสูงมาก จากหลักหมื่นจนถึงหลักแสนบาทต่อกิโลกรัมขึ้นอยู่กับคุณภาพของท่อนไม้นั้น ปัจจุบันนี้หาได้ยากมาก เพราะเป็นกฤษณาที่ได้จากต้นไม้ที่เกิดในธรรมชาติเท่านั้น และมาจากต้นไม้มีอายุมาก ซึ่งมีการสะสมกฤษณามาเป็นเวลานานหลายปี ส่วนใหญ่ท่อนกฤษณาลักษณะนี้อาจจะเห็นปรากฎอยู่ในวัด หรือคฤหาสถ์ของเศรษฐีเพื่อเป็นสิ่งแสดงความร่ำรวยมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของ

  • ชิ้นไม้ (agarwood pieces) เป็นชิ้นไม้กฤษณาขนาดเล็กๆดังนั้นจึงมีราคาถูกกว่าไม้ท่อนขนาดใหญ่ ใช้สำหรับจุดเผาเพื่อให้มีกลิ่นหอมนิยมใช้จุดเพื่อต้อนรับแขกของชาวอาหรับและบางคนเชื่อว่าการดมกลิ่นควันจากการเผาชิ้นไม้กฤษณาจะทำให้รักษาโรคบางอย่างได้
  • น้ำมันกฤษณา (agaroil) เป็นน้ำมันที่สกัดได้จากกฤษณาเกรด3หรือเกรด4เนื่องจากการสะสมของสารกฤษณามีปริมาณน้อยกว่า ไม่สามารถนำไปขายเป็นชิ้นไม้ได้หน่วยที่ใช้เรียกน้ำมันกฤษณา เรียกว่า โตรา (Tora) มีปริมาณประมาณ 12 กรัมราคาขายกันอยู่ที่ประมาณ 2,400-4800 บาทต่อโตร่าประโยชน์ของน้ำมันกฤษณา คือ นิยมใช้ทาตัวของชาวอาหรับเพื่อให้มีกลิ่นหอมเป็นส่วนผสมของเครื่องยาเป็นส่วนผสมของน้ำหอมและเครื่องสำอางบางชนิด

ผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้แก่ ผงไม้ที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันกฤษณาแล้วนำไปทำธูปหอม ประเทศไต้หวันนำมาทำไวน์และนำมาปั้นเป็นก้อนผสมน้ำมันกฤษณาและส่วนผสมต่าง ๆ ให้มีกลิ่นหอม เรียกว่า “marmool” ซึ่งผู้หญิงชาวอาหรับนิยมใช้จุดเพื่อให้มีกลิ่นหอม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

*
*